ฉลาดกินถั่วเหลือง ป้องกันโรค

 

“ถั่วเหลืองมีประโยชน์ มาทานกันเถอะค่ะ” หากเป็น
ไปได้ อยากถือโทรโข่งตัวใหญ่ป่าว ประกาศเชิญ
ชวนให้ทุกคนทุกเพศทุกวัยทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ หันมา
ใส่ใจการกินถั่วเหลืองอย่างจริงจังเสียที อาจารย์
สาทิศ อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต กล่าวถึง
ประโยชน์ของซูเปอร์ฟู้ดชนิดนี้ว่า “ถั่วเหลืองอุดม
ด้วยสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิชีวิต บรรเทาอาการ
วัยทองในผู้หญิง ทั้งยังช่วยป้องกันโรค เช่น
โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน และ
โรคมะเร็งร้ายหลายชนิด” แต่หากใครเป็นกังวล
(เพราะฟังมามาก ) ว่ากินถั่วเหลืองแล้ว จะทำให้
เกิดอาการท้องเดินหรือ ร้ายแรงถึงขั้นเป็น
โรคมะเร็งเต้านมนั้น ในที่นี้จะขออาสาตอบทุกข้อ
สงสัยพร้อมแนะวิธีกินให้ได้ประโยชน์อย่างปลอด
ภัยเพื่อเอาใจผู้ที่รักสุขภาพทุกทุกท่าน

 

ไขข้อสงสัยโภชนาการ

ถั่วเหลือง 1 เมล็ดมีสารอาหารอะไรบ้าง สารอาหาร
หลักในถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีน 35
เปอร์เซ็นต์ และไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ (ส่วนใหญ่
เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ) สารอาหารรอง ได้แก่  
ใยอาหาร วิตามินบี และแร่ธาตุต่างๆ เช่น
แคลเซียมฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ถั่วเหลือง
แตกต่างจากถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วดำ
อย่างไร สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัย-
มหิดล ศึกษาวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของ
ถั่วเหลืองโดยเปรียบเทียบ กับถั่วที่นิยมบริโภค 4
ชนิด คือ ถั่วลิสง ถั่วเขียวถั่วแดง และถั่วดำ พบว่า
ถั่วเหลืองมี โปรตีนวิตามินบีสอง แคลเซียม
ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก สูงกว่าถั่วทั้งสี่ชนิด
โดยมีแคลเซียมสูงกว่าถั่วแดง 7 เท่า วิตามินบีสอง
และธาตุเหล็กสูงกว่าถั่วแดง 2 เท่า โปรตีนสูงกว่า
ถั่วเขียว 1.5 เท่า ฟอสฟอรัส สูงกว่าถั่วดำ 1.5 เท่า
และมีไขมันต่ำกว่าถั่วลิสง 3 เท่า

 

6 โรคป่วยควรกิน ไม่ป่วยยิ่งต้องกิน ล่าสุด
สถาบันโภชนาการเผยแพร่บทความเรื่อง 
“ถั่วเหลืองกับสุขภาพ” เพื่อยืนยันประโยชน์ และ
ความสำคัญของการกินถั่วเหลืองป้องกันความเสี่ยง
จากโรคต่างๆ ดังนี้

 

ถั่วเหลือง+วัยทอง

วัยทองเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัยกลางคนกับวัยสูง
อายุ (อายุราว 40 – 45ปี) ร่างกายผู้หญิงจะสร้าง
ฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ทำให้บางรายเกิดอาการ
ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ
และอารมณ์แปรปรวน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง
และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
ดังนั้นผู้หญิงโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
ควรดื่มนมถั่วเหลือง หรือกินอาหารที่ทำจาก
ถั่วเหลืองเป็นประจำ เพื่อชดเชยฮอร์โมนเพศหญิง
ตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการข้างต้นได้

 

ถั่วเหลือง+โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นผลพวงจากการที่ร่างกายมีระดับ
น้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หากควบคุมระดับน้ำตาล
ไม่ได้ ผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดโรคแทรกซ้อน
อันตราย เช่น ตาบอด ไตวาย อาการมือเท้าชา
ไร้ความรู้สึก ถั่วเหลืองมีใยอาหารชนิดละลายน้ำ
ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอีก
ทั้งมีสารไฟเตท และแทนนิน ทำให้การย่อยและ
ดูดซึมแป้งลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแส
เลือดเพิ่มขึ้นช้าหลังกินอาหาร เมื่อผู้ป่วยโรคเบา
หวานกินถั่วเหลืองเป็นประจำ นอกจากช่วยให้ร่าง
กายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีแล้ว ยังลด
ความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อนอีกด้วย

 

ถั่วเหลือง+โรคไต

ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการกินโปรตีน
เพื่อป้องกันสารพิษตกค้างสะสม จากโปรตีนที่
ร่างกายกำจัดไม่ทัน การกินโปรตีนจากถั่วเหลือง
แทนเนื้อสัตว์ช่วยให้ไตทำงานดีขึ้น

 

ถั่วเหลือง+โรคกระดูกพรุน

ผู้ที่กินโปรตีนจากถั่วเหลือง ร่างกายจะขับ
แคลเซียมออกทางปัสสาวะลดลง จึงช่วยป้องกัน
โอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน

 

ถั่วเหลือง+โรคมะเร็ง

สารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคมะเร็งในร่างกายต่างๆ เช่น
มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม มีคำแนะนำ
ว่า ในหนึ่งวันควรดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว กิน
ถั่วเหลืองต้มหรือ เต้าหู้ขาวปริมาณครึ่งถ้วยตวง

 

ถั่วเหลือง+โรคหัวใจ

อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองมีไขมันอิ่มตัวต่ำ ไม่มี
โคเลสเตอรอล แถมโปรตีนจากถั่วเหลืองยังช่วย
ลดระดับ คอเลสเตอรอลรวมในเลือดได้ประมาณ
10 - 15 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ความเสี่ยงจากภาวะ
หัวใจวายลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้สาร
เจนิสตีน (Genistein) ในถั่วเหลืองยังช่วยยับยั่งการ
เกิดคราบไขมันสะสม (PLAQUE) บริเวณผนังหลอด
เลือด และป้องกันเกล็ดเลือดจับตัวที่เป็นสาเหตุทำ
ให้หลอดเลือดอุดตันจนนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด

 

กินถั่วเหลืองอย่างฉลาด
ถั่วเหลืองมีประโยชน์มหาศาล แต่หากกินไม่ถูกวิธี
ร่างกายอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนหรือก่อให้
เกิด อาการไม่สบายท้องจนพาให้หลายคนเลิกกิน
ถั่วเหลือง เพราะขาดความเข้าใจ เราจึงควรรู้จัก
การกินให้ถูกวิธีดังนี้

 

• กินให้ได้โปรตีนครบถ้วน
การกินถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียวอาจได้รับโปรตีน
ไม่เต็มที่ เพราะถั่วเหลืองมีปริมาณกรดแอมิโน
จำเป็นชนิด เมไธโอนีน (METHIONIN) และ
ซีสเตอีน  (CYSTEIN) ต่ำ ดังนั้น เพื่อให้ร่างกาย
ได้รับโปรตีนคุณภาพดีเต็มร้อยจึงควรกินถั่วเหลือง
ควบคู่กับข้าวไม่ขัดขาวหรือ งา เพราะจะช่วยเสริม
กรดแอมิโนจำเป็นเพิ่มขึ้น

 

• กินไม่ให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
หากดื่มนมถั่วเหลืองที่ต้มไม่สุกดีอาจทำให้สาร
เลซิทิน (LECITIN) ในถั่วเหลืองถูกทำลายไม่หมด
เมื่อกินเข้าไปแล้วจึงอาจส่งผลให้ระบบทางเดิน
อาหารผิดปกติเฉียบพลัน มีอาการอาหารเป็นพิษ
(โดยทั่วไปมักแสดงอาการภายในครึ่งถึงหนึ่ง
ชั่วโมงหลังกินอาหาร) เช่น ท้องเดิน ปวดท้อง
คลื่นไส้ และอาเจียน แนะนำให้ซื้อนมถั่วเหลืองที่
ได้มาตรฐานหรือหากทำนมถั่วเหลืองดื่มเอง ควร
ต้มให้เดือดนานอย่างน้อย 10 นาที

 

• กินไม่ให้เกิดอาการท้องอืด
ถั่วเหลืองมีส่วนประกอบของน้ำตาลโอลิโกแซก
คาไรด์ (Oligosaccharide) ที่ย่อยสลายโดย
จุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่แล้วทำให้เกิดกรด และแก๊ส
บ่อยครั้งจึงพบว่า หลังดื่มนมถั่วเหลืองมักเกิดอาการ
ท้องอืดจุกเสียด แน่นท้อง หรือบางรายมีอาการ
เสียดท้องอย่างรุนแรง

 

หน่วยงานด้านโภชนาการ

แนะนำวิธีลดปริมาณน้ำตาลโอลิโกแซกคาไรด์ง่ายๆ
เพียงต้มเมล็ดถั่วเหลืองจนเดือด จากนั้นนำออกมา
แช่น้ำเย็นทันที โดยแช่พักไว้ประมาณ 8-16 ชั่วโมง
แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร แม้ถั่วเหลืองจะช่วยต่อ
สู้หลายโรคร้ายใกล้ตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ต้องตั้งหน้าตั้งตากินแต่ถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว
เท่านั้นควรรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ของตัวเองตั้งแต่กิน นอน พัก ออกกำลังกาย และ
ทำงาน ตามหลักชีวจิตร่วมด้วย จึงจะสามารถ
ป้องกันโรคภัยได้เต็มประสิทธิภาพ

 

กินถั่วเหลืองเป็นมะเร็งเต้านมจริงหรือ

ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) คือ สารอาหารที่
พบในถั่วเหลือง มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง
หรือ เอสโตเจน (estrogen) ไอโซฟลาโวน ได้รับ
ความสนใจเนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรค
กระดูกพรุน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง รวมถึงอาการผิด
ปกติที่เกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน (อาการวัย
ทอง) อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงแคลงใจและไม่
กล้ากินถั่วเหลือง เพราะมีข้อมูลจากงานวิจัยหลาย
เรื่อง ซึ่งศึกษาในสัตว์ทดลองระบุว่า การเสริม
ฮอร์โมนเอสโทรเจนสามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็ง
เต้านมเจริญเติบโต จึงทำให้พานคิดว่าถั่วเหลืองที่มี
ส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศจากธรรมชาติอาจไม่
ปลอดภัย เพื่อหาคำตอบ ได้มีการรวบรวมผลงาน
วิจัยจากวารสารวิชาการ 4 เล่ม ได้แก่ The Journal
of Clinical Endocrinology and Metabolism ปี
ค.ศ.1999 Nutrition and Cancer และ Breast
Cancer Research and Treatment ปีค.ศ.2004
และล่าสุด The Journal of The North American
Menopause Society ปี ค.ศ.2007 ซึ่งศึกษา
ครอบคลุมผู้หญิงวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือน
ทั้งกลุ่มผู้มีสุขภาพแข็งแรงและป่วยเป็น
โรคมะเร็งเต้านม

 

ในการทดลอง อาสาสมัครจะได้กินอาหารที่มี
ไอโซฟลาโวนเป็นส่วนประกอบในปริมาณตั้งแต่
36 ถึง มากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน จากนั้นติดตาม
ผลนาน 2 สัปดาห์ ถึง 1 ปี ผลการทดลองทั้งหมด
ระบุตรงกันว่า ไม่พบความผิดปกติบริเวณเยื่อบุผิว
เต้านมในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและเซลล์มะเร็งใน
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมไม่เพิ่มจำนวน ดังนั้นจึงสรุป
ได้ว่าไอโซฟลาโวนซึ่งพบมากในถั่วเหลืองไม่มีผล
ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

 

http://www.kongkit.su.ac.th/health/08_87_02_55.pdf